
สารเสพติด กับพนัน อะไรเลิกยากกว่ากัน ข้อมูลที่คนต้องการคำตอบ
- Good Day's
- 17 views

สารเสพติด กับพนัน อะไรเลิกยากกว่ากัน โดยความยากในการเลิก ไม่ได้ขึ้นกับสิ่งที่เสพเพียงอย่างเดียว เหมือนกับใน ทำไมบางคน เลิกเล่นพนันไม่ได้ ก่อนหน้า หากขึ้นกับวิธีที่สมองถูกกระตุ้น และการรับรู้ของสังคม ที่หล่อหลอมพฤติกรรมต่าง ๆ เหล่านี้ขึ้นมา เป็นหลัก

ความแตกต่าง ระหว่างสารเสพติด กับการพนัน ใน Casino ไม่ได้เริ่มที่ผลลัพธ์ปลายทาง แต่เริ่มตั้งแต่วิธีที่สมองของมนุษย์ถูกกระตุ้น ตั้งแต่แรก ด้านหนึ่งคือการนำสารจากภายนอก เข้าไปเปลี่ยนสมดุลการทำงานของสมอง โดยตรง (18 ธันวาคม 2025) [1]
อีกด้านหนึ่ง คือการใช้สถานการณ์ความไม่แน่นอน และความคาดหวัง เป็นตัวกระตุ้นระบบรางวัลเดิมที่มีอยู่แล้ว การทำความเข้าใจกลไกทั้ง 2 แบบนี้ จะทำให้เห็นชัดว่าความยากในการเลิก ไม่ได้ขึ้นกับว่ามีสารเคมี หรือไม่ แต่ขึ้นกับวิธีที่สมองถูกฝึกให้ตอบสนองซ้ำ ๆ ต่อสิ่งเดิม
การใช้สารเสพติดซ้ำ ๆ ทำให้สมองปรับสมดุลการทำงานใหม่ โดยเฉพาะระบบรางวัล ที่เกี่ยวข้องกับการรับรู้ความพึงพอใจ สารจากภายนอกเข้าไปแทรกแซงการสื่อสาร ระหว่างเซลล์ประสาท ทำให้สมองค่อย ๆ ลดการตอบสนองตามธรรมชาติลง กระบวนการนี้ ถูกอธิบายอย่างเป็นระบบมากขึ้น
เมื่อมีหลักฐานว่าการใช้ซ้ำ ทำให้ระดับการตอบสนองต่อรางวัลปกติถดถอย ตั้งแต่ราวปี 2011 เมื่อสมองชินกับการกระตุ้นที่รุนแรงกว่าปกติ ความรู้สึกจากกิจกรรมทั่วไป จะดูจืดลง ผลคือสมองต้องการสารในปริมาณ หรือความถี่ที่มากขึ้น เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ต่าง ๆ ใกล้ของเดิม
งานด้านประสาทวิทยา ระบุว่าการเปลี่ยนแปลงสัญญาณในสมอง สามารถลดความไวต่อรางวัลธรรมชาติได้ 35% ซึ่งเป็นเหตุผลว่าทำไมการหยุด จึงมาพร้อมความท้อต่าง ๆ ความยากในการเลิก จึงไม่ได้อยู่แค่ความอยาก แต่รวมถึงสภาพสมอง ที่ถูกปรับให้พึ่งพาการกระตุ้น จากสารภายนอกมากเกินไป
การพนัน ไม่ได้นำสารใดเข้าสู่ร่างกาย แต่ใช้ความไม่แน่นอนของผลลัพธ์ เป็นตัวกระตุ้นระบบรางวัล Bonus หรือรางวัล Jackpot ต่าง ๆ สมองตอบสนองต่อโอกาส และความคาดหวัง ผ่านกลไกเดียวกับการรับรางวัลจริง ทำให้เกิดการหลั่งสารเคมีภายใน โดยไม่ต้องพึ่งสารภายนอก (2003) [2]
งานวิจัยด้านพฤติกรรมเริ่มชี้ชัด ในช่วงปี 2012 ว่าความไม่แน่นอน สามารถกระตุ้นสมองได้แรงกว่ารางวัล Jackpot ที่คาดเดาได้ เมื่อการเล่นเกิดซ้ำ ๆ สมองจะเรียนรู้รูปแบบของความตื่นเต้นกับความหวัง มากกว่าผลลัพธ์จริง ความรู้สึกว่าอาจจะได้ กลายเป็นรางวัลให้ตัวเอง
การเรียนรู้แบบนี้ ทำให้สมองให้ค่าน้ำหนักกับโอกาส มากกว่าความน่าจะเป็น งานทดลองพบว่าการกระตุ้นจากความคาดหวัง สามารถเพิ่มแรงขับทางพฤติกรรมได้ 40% แม้ไม่มีการเปลี่ยนแปลงของผลลัพธ์จริง ความแตกต่างสำคัญ คือการพนันสร้างการพึ่งพาเชิงความคิด และอารมณ์แทน เป็นหลัก

เมื่อพูดถึงความยาก ในการเลิก คำอธิบายที่สำคัญไม่ได้อยู่แค่สิ่งที่ถูกเสพ แต่รวมถึงลักษณะของการพึ่งพา และวิธีที่สมองถูกกระตุ้น บางกรณีความยาก มาจากการที่ร่างกายปรับตัวจนขาดไม่ได้ ขณะที่บางกรณี เกิดจากการที่สมองเรียนรู้รูปแบบพฤติกรรมซ้ำ ๆ และสร้างคุณค่าให้กับสิ่งนั้นเอง
การแยกความต่าง ระหว่างการพึ่งพาทางร่างกาย กับการพึ่งพาทางพฤติกรรม รวมถึงการกระตุ้นจากสารภายนอก กับการกระตุ้นสารจากภายในสมอง จะช่วยให้เห็นชัดว่าความยากในการเลิก ไม่ได้มีต้นตอแบบเดียวกัน (20 พฤษภาคม 2025) [3]
การพึ่งพาทางร่างกายเกิดขึ้น เมื่อสมอง และระบบประสาทปรับตัวให้ทำงานได้ปกติ ก็ต่อเมื่อมีสารบางชนิดอยู่ในร่างกาย และเมื่อขาดสารนั้น สมดุลจะถูกรบกวนกับเกิดอาการถอนที่ชัดเจน ทั้งทางกายและอารมณ์ กลไกนี้ถูกอธิบายอย่างเป็นระบบ ในงานประสาทวิทยา เมื่อปี 2010
ว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงระดับชีวภาพ ที่ต้องใช้เวลาในการฟื้นกลับ ในทางตรงกันข้าม การพึ่งพาทางพฤติกรรม ไม่ได้ผูกกับการขาดสาร แต่ผูกกับรูปแบบการตอบสนองของสมอง ต่อสถานการณ์ซ้ำ ๆ สมองเรียนรู้ว่าพฤติกรรมบางอย่าง ให้รางวัลทางอารมณ์ แม้จะไม่มีอาการทางกายเมื่อหยุด
แต่ความไม่สบายใจ ความกระสับกระส่าย และความคิดวนซ้ำจะเห็นเด่นชัด งานด้านจิตวิทยาพฤติกรรมพบว่า การพึ่งพาลักษณะนี้ สามารถทำให้การกลับไปทำพฤติกรรมเดิมเพิ่มขึ้น 45% เมื่อเจอสถานการณ์กระตุ้นคล้ายเดิม ดังนั้น ความยากในการเลิกสิ่งต่าง ๆ ของผู้คน จึงอยู่ที่คนแต่ละคน เป็นหลัก
การหลั่งสารจากภายนอก หมายถึงการนำสารต่าง ๆ จากภายนอก เข้าไปเปลี่ยนสมดุลการสื่อสารของสมอง โดยตรง สมองถูกบังคับให้รับการกระตุ้น ในระดับที่สูงกว่าปกติ และค่อย ๆ ปรับตัวให้ต้องพึ่งพาการกระตุ้นนั้น งานวิจัยช่วงปี 2011 ชี้ว่าการเปลี่ยนแปลงลักษณะนี้
ทำให้ระบบรางวัลตอบสนอง ต่อสิ่งธรรมชาติลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ในขณะที่การกระตุ้นสารจากภายในสมอง เกิดจากสถานการณ์ ไม่ใช่สาร สมองถูกกระตุ้นผ่านความไม่แน่นอน ความคาดหวัง และการลุ้นผลลัพธ์ กลไกเดียวกันนี้ ทำให้สมองหลั่งสารเคมีของตัวเอง โดยไม่ต้องมีสารภายนอก
งานทดลองด้านพฤติกรรมพบว่าการกระตุ้น จากความคาดหวังสามารถเพิ่มระดับการจดจ่อ และแรงขับได้ 40% แม้ไม่มีการเปลี่ยนแปลงของรางวัลจริง เมื่อเปรียบเทียบกัน จะเห็นว่าทั้ง 2 รูปแบบ ลงเอยที่การปรับระบบรางวัลเหมือนกัน แต่จะต่างกันเพียงวิธีเริ่มต้น เพียงเท่านั้น
สารเสพติด และการพนัน เปลี่ยนสมองผ่านเส้นทางที่ต่างกัน แต่ลงเอยที่การปรับระบบรางวัลให้ตอบสนองต่อสิ่งเดิมซ้ำ ๆ สารเสพติดผูกการพึ่งพาไว้กับชีวเคมีของร่างกาย ขณะที่การพนัน ฝังการพึ่งพาไว้ในความคาดหวัง และรูปแบบการคิด เป็นหลัก
เพราะการพนัน ไม่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย เหมือนกับสารเสพติด และมักถูกจัดวางให้อยู่ในกรอบกิจกรรม หรือความบันเทิง มากกว่าปัญหาสุขภาพ สมองจึงไม่ได้รับสัญญาณเตือน แบบเดียวกับการใช้สาร อีกทั้งกลไกของการพนัน ต้องพึ่งพาความคาดหวัง มากกว่าความเจ็บป่วยทางกาย
การที่สังคมมองสารเสพติด เป็นปัญหาชัดเจน แต่มองการพนันเป็นเรื่องการควบคุมตัวเอง ทำให้แรงกดดัน และความช่วยเหลือที่ได้รับต่างกัน โดยสิ้นเชิง ผู้ที่ใช้สารมักถูกกระตุ้นให้หยุด เพราะอันตรายทางกาย ขณะที่ผู้เล่นพนัน มักถูกคาดหวังให้ผู้เล่นหยุดเองได้ เป็นหลัก

